บทที่ 6
คำสั่งเงื่อนไข
ข้อมูลทางตรรกะและตัวดำเนินการ
ข้อมูลทางตรรกะในภาษา C (Logicak Data)
          ในภาษา C นั้นจะไม่มีตัวแปรชนิดข้อมูลแบบตรรกะ แต่ภาษา C จะใช้ชนิดข้อมูลอื่นแทน โดยจะใช้ชนิดข้อมูล int และ Char แทน ถ้าข้อมูลเป็น 0 แสดงว่าเป็นเท็จ ถ้าข้อมูลไม่เป็น 0 แสดงว่าเป็นจริง                                      

               
รูปที่ 6 – 1 แสดงแนวคิดของค่าจริงและเท็จ บนกราฟจำนวน

ตัวดำเนินการทางตรรกะ
            ในภาษา C มีตัวดำเนินการทางตรรกะ 3 ตัว ซึ่งแสดงในตารางที่ 6 – 1
 ตารางที่ 6 – 1 ตัวดำเนินการทางตรรกะ


ตัวดำเนินการ

ความหมาย

ลำดับความสำคัญ

!

not

15

&&

and

5

||

or

4

not ตัวดำเนินการ not มีลำดับความในระดับ 15 จะใช้นำหน้าตัวแปรที่ต้องการ ความหมาย คือ จะเปลี่ยนจากคำที่เป็นจริงให้เป็นเท็จ หรือกลับกัน หรือเปลี่ยนจาก 0 เป็น 1 ซึ่งตารางความจริงของ not ซึ่งแสดงในรูปที่ 6 – 2
and ตัวดำเนินการ and (&&)มีลำดับความในระดับ 5 ใช้เชื่อม 2 เงื่อนไขหรือมากกว่า จะให้เป็นจริงเมื่อเงื่อนไขทั้งสองหรือทั้งหมดเป็นจริง และจะให้เป็นเท็จ เมื่อมีอย่างน้อย 1 เงื่อนไขเป็นเท็จ ซึ่งตารางความจริงของ and แสดงในรูปที่ 6 – 2
or ตัวดำเนินการ or (||)มีลำดับความในระดับ 5 ใช้เชื่อม 2 เงื่อนไขหรือมากกว่าจะให้เป็นจริง เมื่อมีอย่างน้อย 1 เงื่อนไขเป็นจริง และจะให้เป็นเท็จ เมื่อเงื่อนไขทั้งสองหรือทั้งหมดเป็นเท็จ ซึ่งตารางความจริงของ or แสดงในรูปที่ 6 – 2

Not                                                                                 !


x

!x

เท็จ

จริง

จริง

เท็จ

x

!x

0

1

=0

0

And                                                                     &&


x

y

X&&y

เท็จ

เท็จ

เท็จ

เท็จ

จริง

เท็จ

จริง

เท็จ

เท็จ

จริง

จริง

จริง

x

y

x&&y

0

0

0

0

=0

0

=0

0

0

=0

?0

1

Or                                                                        ||


x

y

X||y

 เท็จ

เท็จ

เท็จ

เท็จ

จริง

จรืง

จริง

เท็จ

จรืง

จริง

จริง

จริง

x

y

x||y

0

0

0

0

?0

1

?0

0

1

?0

?0

1

         

 

 

 

 

ทางตรรกะ                                                                                                            ในภาษา c
โปรแกรม 6-1 แสดงผลการกระทำของตัวดำเนินการทางตรรกะ

 

ผลลัพธ์ที่ได้
5 && -3     is 1
5 &&  0     is 0
5 &&  5     is 0
0 &&  5     is 0
5 | |  0         is 1
0 | |  5         is 1
0 | |  0         is 0
! 5 && ! 0  is 0
! 5 && 0    is 0
5 && ! 0    is  1

ตัวดำเนินการทางการเปรียบเทียบ
ในภาษา C มีตัวดำเนินการทางการเปรียบเทียบทั้งหมด 6 ตัว ทั้งหมดจะเป็นตัวดำเนินการที่จะทำการเปรียบเทียบระหว่างค่า 2 ค่า และจะให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นจริง  (1) หรือเท็จ  (0)  เท่านั้น ซึ่งตัวดำเนินการทางการเปรียบเทียบแสดงในตารางที่ 6-2

ตารางที่ 6-2 แสดงผลของตัวดำเนินการทางการเปรียบเทียบ


ตัวดำเนินการ

ความหมาย

ลำดับความสำคัญ

น้อยกว่า

 

<=

น้อยกว่าหรือเท่ากับ

10

มากกว่า

 

>=

มากกว่าหรือเท่ากับ

 

==

เท่ากับ

9

!=

ไม่เท่ากับ

 

 

โปรแกรม 6-2 แสดงผลของตัวดำเนินการทางการเปรียบเทียบ
 

ผลลัพธ์ที่ได้
5 <-3     is 0
5 == -3  is 0
5 != 3    is 1
5 > -3    is 1
5 <= -3  is 0
5 >= -3  is 1

คำสั่ง 2 ทางเลือก
       คำสั่ง 2 ทางเลือกเป็นพื้นฐานของคำสั่งเงื่อนไขในภาษาคอมพิวเตอร์นั้น คำสั่งประเภทนี้จะต้องมีเงื่อนไขการตัดสินใจ เพื่อใช้หาคำตอบว่าจะไปทางไหน ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงก็จะไปทำคำสั่งทางหนึ่ง  แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จก็จะไปทำคำสั่งอีกทางหนึ่ง ผังการทำงานของคำสั่ง 2 ทางเลือก

       

If…else คำสั่ง if…else นี้ จะต้องใช้เงื่อนไขเพื่อใช้เลือกว่าจะทำคำสั่งไหน ตามรูปที่ 6-4 แสดง ผังการทำงานของคำสั่ง if…else ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงก็จะไปทำคำสั่งที่ 1 แต่เงื่อนไขเป็นเท็จก็จะไปทำคำสั่งที่ 2 ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะทำทั้งสองคำสั่งได้เลย

 

                                               รูปที่  6-4 แสดงผังการทำงานของคำสั่ง 2 ทางเลือก

                มีรูปแบบบางอย่างที่ผู้ใช้จะต้องจำให้ได้ สำหรับคำสั่ง if…else  ซึ่งมีดังนี้

  1. เงื่อนไจจะต้องอยู่ในวงเล็บเท่านั้น
  2. ไม่มีเครื่องหมาย ; หลังจบคำสั่ง if และ else แต่เมื่อจบคำสั่งที่ 1 และ คำสั่งที่ 2 จะต้องมีเครื่องหมาย ; ตามปรกติ ดังแสดงในรูปที่ 6-5


รูปที่ 6-5 แสดงตัวอย่างของคำสั่ง if…else

    หลังคำสั่ง if หรือ else อาจจะมีหรือไม่มีคำสั่งก็ได้
    ทั้งคำสั่งที่ 1 และคำสั่งที่ 2 สามารถมีได้เพียง 1 คำสั่งเท่านั้น แต่ถ้าผู้ใช้ต้องการให้มีหลายคำสั่ง จะต้องใส่เข้าไปในวงเล็บ หรือแบบ Compound Statement ดังแสดงในรูปที่ 6-5

      

                                                   รูปที่ 6-6 แสดงการใช้วงเล็บเข้ามาช่วยในคำสั่ง if…else

    If คำสั่ง if ก็คือ คำสั่ง if…else แต่ที่ไม่มี else เพราะคำสั่งทางเป็นเท็จไม่มี หรือจากรูปที่ 6-4 ไม่มีคำสั่งที่ 2 นั่งเอง ซึ่งก็คือจะต้องเป็นจริงเท่านั้นจึงจะทำคำสั่งได้ จากรูปที่ 6-7แสดงให้ เห็นการเปลี่ยนจากคำสั่ง if…else เป็นคำสั่ง if

     

     

    รูปที่ 6-7 แสดงการเปลี่ยนจากคำสั่ง if…else เป็นคำสั่ง if
     

    ผลลัพธ์ที่ได้
    Please enter two integers: 10 15
    10<=15

              Nested if เป็นคำสั่ง if…else มีคำสั่ง if…else หรือคำสั่ง if ซ้อนอยู่ด้านในอีกทีหนึ่งผังการทำงานของ Nested if และชุดคำสั่งได้แสดงในรูปที่ 6-8 ซึ่งการซ้อนนั้นสามารถมีได้ไม่จำกัด แต่ถ้ามีมากกว่า 3 ชั้น จะทำให้การทำความเข้าใจในโปรแกรมนั้นยาก
    ในโปรแกรม 6-3  คือโปรแกรมที่ปรับปรุงจากโปรแกรมที่ 6-2 โดยใช้คำสั่ง Nested if เพื่อให้โปรแกรมนั้นสามารถแสดงผลได้ถูกต้องมากที่สุด

     

                                 ก.  ผังการทำงาน                                                                                    ข.ชุดคำสั่ง
    รูปที่ 6-8 แสดงผังการทำงาน และคำสั่งของ Nested if

    โปรแกรม 6-4 คำสั่ง Nedsted if
     

    ผลลัพธ์ที่ได้
    Please enter two integers :10 10
    10 = = 10

    ปัญหาของคำสั่ง else
            ปัญหาของคำสั่ง 2 ทางเลือกนั้นก็คือ การจับคู่ระหว่างคำสั่ง if กับคำสั่ง else ปัญหานี้ อาจจะเกิดขึ้นมาจากความไม่เข้าใจของผู้ใช้ ซึ่งส่งผลให้โปรแกรมที่เขียนทำงานไม่ตรงตามที่ผู้ใช้ต้องการการจับคู่ของ 2 คำสั่งนี้คือ ภาษา C จะจับคู่ระหว่างคำสั่ง if กับ else ที่ใกล้กันที่สุดเป็นคู่กัน  วิธีการปกป้องคือ ให้เขียนชุดคำสั่งเป็นแบบ Compound statement

     

                           ก ชุดคำสั่ง                                                           ข. ผังการทำงาน

    รูปที่ 6-9 แสดงการจับคู่ที่ไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้
     

                ก. ชุดคำสั่ง                                                                                           ข. ผังการทำงาน
                    รูปที่ 6-10 แสดงการจับคู่ที่ถูกต้องตามความต้องการของผู้ใช้

     

    คำสั่งหลายทางเลือก
                นอกจากคำสั่ง 2 ทางเลือกแล้ว ภาษา C  ยังมีคำสั่งหลายทางเลือกให้ใช้ด้วยเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเขียนและการทำความเข้าใจ เพราะไม่ต้องมานั่งเขียนโปรแกรมที่ยาว

    Switch
    Switch เป็นคำสั่งที่แปลงมาจากคำสั่ง Nested if คำสั่งนี้จะมีตัวแปรหนึ่งตัวที่ใช้หาว่าจะไปทำที่คำสั่งไหนหรือ case ไหน ซึ่งในรูปที่ 6-11 แสดงผังการทำงานคำสั่ง switch ผู้ใช้สามารถสร้าง case ให้มีจำนวนตามต้องการได้ และชุดคำสั่งของคำสั่ง switch นั้นได้แสดงในรูปที่ 6-12
     

    รูปที่ 6-11 แสดงผังการทำงานของคำสั่ง switch

    Switch(ตัวแปร)
    {
    Cass ค่าที่ 1: คำสั่ง
    ......
    Cass ค่าที่ 2: คำสั่ง
    ......
    Cass ค่าที่ n:  คำสั่ง
    .......
    Default:       คำสั่ง
    .......

      

                                           รูปที่ 6-12 แสดงชุดคำสั่ง switch
    จากรูปที่ 6-12 จะเห็นว่ามี case default ซึ่ง case นี้มีไว้สำหรับในกรณีที่ไม่ตรงกับ case ไหนเลย ก็ให้มาทำคำสั่งที่ case  default คำสั่ง case default นี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

    โปรแกรม 6-5 คำสั่ง switch

              ในโปรแกรมที่ 6-5 จะมีทั้ง 3 case ใน case แรกจะทำก็ต่อแปร PrintFlag เป็น 1 ใน case ที่ 2จะทำก็ต่อเมื่อตัวแปร printFlag เป็น 2 และใน case Default จะทำก็ต่อเมื่อตัวแปร printFlag ไม่เป็นทั้ง 1 และ 2 ผลของโปรแกรม 6-5 ได้แสดงในรูปที่ 6-13

                                                                                    
          เมื่อ printFlag เป็น 1                        เมื่อ printFlag เป็น 2                     เมื่อ printFlag   ไม่เป็นทั้ง 1 และ 2
                                                                                                
    รูปที่ 6-13 แสดงผลการทำงานของโปรแกรม 6-5 เมื่อ PrintFlag มีค่าต่าง ๆ

    จากรูปที่ 6-13 เมื่อ printFlag มีค่าเป็น 1 จะแสดง ทั้ง 3 คำสั่งเลย ถ้า printFlag มีค่าเป็น 2 จะข้ามคำสั่งของ case แรก ไป และทำคำสั่งที่เหลืออีก 2 คำสั่ง และถ้า printFlag มีค่าที่ เป็นทั้ง 1 และ 2 จะข้ามคำสั่งของ Case แรกและ Case ที่สองไป และทำคำสั่งใน Case Defaultg เพียง 1 คำสั่งเท่านั้น
    แต่ถ้าผู้ใช้ต้องการที่จะให้ทำคำสั่งที่อยู่ในเฉพาะ Case ใด Case หนึ่ง ผู้ใช้จะต้องใช้คำสั่ง Bread เข้ามาช่วย เพื่อให้เมื่อทำคำสั่งใน Case นั้น ๆ เสร็จแล้วให้กระโดนออกจากชุดคำสั่ง Switch และโปรแกรมจะได้ไม่ไปทำคำสั่งใน Case อื่น ๆ ด้วย ซึ่งโปรแกรมที่ 6-6 เป็นโปรแกรมที่แก้ไขจากโปรแกรมที่ 6-5 โดยการใช้คำสั่ง Break เข้าไป และรูปที่ 6-14 เป็นผลของโปรแกรมที่ 6-6

    โปรแกรม 6-6 คำสั่ง Switch โดยมรคำสั่ง Break เข้ามาช่วย
          

     

     

           เมื่อ printFlag เป็น 1     เมื่อ printFlag เป็น 2      เมื่อ printFlag  ไม่เป็น
    ทั้ง 1 และ2
    รูปที่ 6-14 แสดงผลการทำงานของโปรแกรม 6-6 เมื่อ printFlag มีค่าต่าง ๆ

    ในโปรแกรมที่ 6-7 เป็นโปรแกรมการตัดเกรด โดยมีขอบเขตดังนี้ มากกว่า 79 ได้ A
    70 – 79 ได้ B  60 -69 ได้ C  50 – 59 ได้ D  และน้อยกว่า 50 ได้ F

    โปรแกรม 6-7 โปรแกรมตัดเกรด


    กล่องข้อความ: ผลลัพธ์ที่ได้        Enter the test score (0 -100): 89  	The grade is :  A

     

     

     

     

    else –if ตัวแปรที่ใช้ในคำสั่ง Switch นั้นจะต้องเป็นชนิดข้อมูลที่เป็นจำนวนเต็มเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไรที่ต้องใช้ตัวแปรที่เป็นชนิดข้อมูลทศนิยม ก็จะไม่สามารถใช้คำสั่ง Switch ได้ แต่ภาษา C ก็ได้มีคำสั่งอีกคำสั่งหนึ่งที่เป็นคำสั่งหลายทางเลือกและสามารถใช้ได้กับชนิดข้อมูลทุก ประเภท คำสั่งนั้นก็คือ Else – if ซึ่งชุดคำสั่งเหมือนกับคำสั่ง if – else แต่ต่างกันตรงที่ในคำสั่งelse ใช้ต่อด้วยคำสั่ง if ได้เลย ดังเช่นตัวอย่างด้านล่าง
    if(score>=80)
    grade = ‘A’
    else if (scor>=70)
    grade = ‘B’


                

     รูปที่ 6-8 แสดงผังการทำงานของโปรแกรมที่ 6-8

     

    ผลลัพธ์ที่ได้
    Enter thetest score (0-100): 75
    The grade is B